องค์การสหประชาชาติ (UN) ออกมาเผยการสำรวจในปี 2019

             115 ประเทศ ซึ่งมีประชากรรวม 4.5 พันล้านคน พบว่า ประชากรกว่า 2.2 พันล้านคนไม่สามารถเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดได้ ขณะที่ 4.2 พันล้านคนได้รับผลกระทบจากการจัดการสาธารณสุขที่ไม่ดี และ 3 ล้านคนยังไม่สามารถเข้าถึงแม้กระทั่งแหล่งล้างมือพื้นฐาน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากน้ำ ขณะที่ 65 ประเทศมีอัตราการถ่ายอุจจาระในที่โล่งแจ้งมากกว่า 2% ของประชากร โดยทั่วโลกมีประชากรมากถึง 673 ล้านคนที่ต้องขับถ่ายในที่โล่งแจ้ง และจำนวนนี้มี 7 ประเทศที่ไม่มีแผนจัดการกับการขับถ่ายในที่โล่ง ถึงแม้จำนวนประชากรที่ขับถ่ายอุจจาระในที่โล่งแจ้งจะลดลงจาก 1.3 พันล้านคนในปี 2000 แต่ก็ยังเป็นปัญหาร้ายแรง เนื่องจากทั่วโลกมีประเทศเพียง 54% ที่ตั้งเป้าลดอัตราการขับถ่ายอุจจาระในที่โล่งให้หมดสิ้นภายในปี 2030 ข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ระบุว่า อุจจาระเพียง 1 กรัมมีไวรัสมากถึง 10 ล้านตัว และแบคทีเรีย 1 ล้านตัว
             รายงานการพัฒนาน้ำทั่วโลกปี 2019 (World Water Development Report 2019) ว่านับตั้งแต่ช่วงปี 1980 ทั่วโลกมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มปีละ 1% และในปี 2050 โลกจะต้องการน้ำเพิ่มขึ้น 20-30% จากปัจจุบัน ส่งผลให้ประชากรโลกกว่า 4 พันล้านคนต้องประสบภาวะขาดแคลนน้ำรุนแรงอย่างน้อยหนึ่งเดือนต่อปี


องค์การอนามัยโลก (WHO) ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ได้เผยแพร่รายงาน 

              ‘Progress on household drinking water, sanitation and hygiene 2000 – 2020’  เมื่อ 1 กรกฎาคม 2021  ผู้คนกว่าพันล้านคนทั่วโลกจะไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดและสุขอนามัยที่ดีได้ทันภายในปี ค.ศ. 2­030 หากยังไม่มีความคืบหน้าที่เร็วขึ้น 4 เท่า 

     ประเด็นที่สำคัญของรายงานคือ

  • ประชากร 1 ใน 4 ของโลกขาดน้ำดื่มปลอดภัยในบ้านของพวกเขา 
  • ประชากรครึ่งหนึ่งของโลกไม่สามารถเข้าถึงสุขาภิบาลที่ดีและมีความปลอดภัยได้
  • ประชากร 3 ใน 10 ของโลกไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดและสบู่ที่มีคุณภาพสำหรับล้างมือ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดโอกาสติดเชื้อในช่วงที่ยังมีการระบาดของโควิด-19 (COVID-19)
  • 8 ใน 10 ของคนที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการน้ำสะอาดขั้นพื้นฐานได้อยู่ในพื้นที่ชนบท รวมถึงการให้บริการด้านสุขอนามัยที่เข้าถึงเพียง 44% ของคนในชทบท
  • ในแอฟริกาใต้ซะฮารา (Sub-Saharan Africa) มีความก้าวหน้าของการดำเนินงานด้านสุขอนามัยช้าที่สุดในโลก โดยในแอฟริกามีคนได้ดื่มน้ำสะอาดเพียงแค่ 45% 

      อีกสิ่งที่น่าสนใจในรายงานฉบันนี้ คือ ได้ศึกษาประเด็นสุขภาพประจำเดือนของผู้หญิงเป็นฉบับแรก พบว่า ในหลายประเทศ ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงไม่สามารถเข้าถึงความต้องการด้านสุขภาพประจำเดือนได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีความพิการและคนยากจน 

       หากประเด็นดังกล่าวยังคงมีแนวโน้มเป็นเช่นนี้ต่อไปในอนาคตมีการคาดการณ์ว่า 

  • มีเพียงแค่ 81% ของประชากรโลกที่เข้าถึงแหล่งน้ำดื่มปลอดภัยที่บ้าน ในขณะที่ประชากรอีก 1.6 พันล้านคนไม่สามารถเข้าถึงได้
  • มีเพียงแค่ 78% ที่เข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกการล้างมือ ในขณะที่ประชากรอีก 1.9 พันล้านคนไม่สามารถเข้าถึงได้
  • มีเพียงแค่ 67% ที่จะเข้าถึงบริการสุขาภิบาลที่ปลอดภัย ในขณะที่ประชากรอีก 2.8 พันล้านคนไม่สามารถเข้าถึงได้

      และยังได้เผยตัวเลขท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 (COVID-19) ว่าประชากร 3 ใน 10 คน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งล้างมือที่สะอาดแม้กระทั่งภายในบ้านของตัวเอง ซึ่งทำให้ประชากรกว่า 2.3 พันล้านคน มีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการติดเชื้อโควิด-19 

ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus กล่าว 

              “การลงทุนในน้ำสะอาด สุขอนามัยและ สุขาภิบาล ต้องเป็นเป้าหมายหลักของโลก หากต้องการที่หยุดยั้งการระบาดใหญ่ และสร้างระบบสุขภาพที่สามารถปรับตัวกับสถานการณ์ได้เร็วขึ้น”

              อย่างไรก็ตามการมีน้ำสะอาดเพื่อใช้ในงานวิจัย หรือการวิเคราะห์ผลในห้องแล็บ ก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพื่อให้การพัฒนางานวิจัยต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและได้มาตรฐาน Merck จึงได้พัฒนา MILLI-Q® IQ 7003/05/10/15 ระบบผลิตน้ำสำหรับห้องปฏิบัติการขึ้นโดยเฉพาะ โดยสามารถผลิตน้ำบริสุทธิ์ในระดับ Ultrapure Water-Type จากน้ำประปาได้โดยตรง ด้วยเทคโนโลยี Elix® EDI หน้าจอสัมผัสที่ใช้งานง่าย หัวจ่าย Q-POD® and E-POD® และหลอด UV ที่ปราศจากสารปรอท อีกทั้งยังลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย